แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

LED กับ LCD เทคโนโลยีจอภาพ

เวลาเดินในห้างผ่านโซนไอที ทุกท่านจะเห็นกับจอทีวีหลากหลาย จอเล็กบ้างใหญ่บ้าง บางจอภาพมันคมชัดมากๆ เมื่อเข้าไปดูตรงรายละเอียดก็พบคำว่า LEDหรือไม่ก็ LCD ซึ่งเจ้าคำสองคำนี้ที่ทำให้น้ำใสติดใจว่ามันคืออะไร ทำไมจอถึงได้ดูคมชัดสมจริงแบบนี้ วันนี้บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจกัน

ยุคนี้ถือเป็นยุคของแอลซีดีเฟื่องฟูอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะมอนิเตอร์หรือทีวีก็ตามด้วยราคาที่แสนเร้าใจ แถมยังคุณภาพของภาพที่ได้ก็ดีขึ้นมากใกล้เคียงจอแบบ CRT เข้าไปทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอแอลอีดี – แอลซีดี เริ่มมีมาให้เห็นกันมากขึ้น แต่คงยังมีความสับสนอยู่ไม่น้อยกับจอภาพแอลอีดี-แอลซีดีที่เข้ามาจำหน่ายอยู่ในเวลานี้ แท้จริงแล้วคืออะไร เป็นแบบไหนกันแน่หาคำตอบให้หายสงสัยจากบทความนี้เลยครับ

แอลอีดี (LED) – แอลซีดี(LCD)

ยังมีความสับสนกันไม่น้อยสำหรับจอภาพแอลอีดี LED ย่อมาจาก Light-emitting-diod ที่มีออกมาจำหน่ายในเวลานี้ส่วนหนึ่งก็เพราะคำโฆษณาของผู้ผลิต ทำให้ผู้ใช้เข้าใจไปว่ามันคือจอภาพแบบใหม่ เป็นเทคโนโลยีใหม่ แท้จริงแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นจอภาพที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ เป็นยุคถัดไปที่จะมาแทนที่แอลซีดี เรียกว่าจอภาพแบบโอแอลอีดี(OLED) จะใช้หลอดแอลอีดีมาเรียงรายกันบนพาแนลแล้วทำให้เกิดภาพด้วยการติด – ดับของหลอดแอลซีดีซึ่งก็ได้ภาพที่ตาเรามองเห็นออกมา ซึ่งในเวลานี้มันยังมีราคาที่สูงเอามากๆ มีแต่ตัวต้นแบบออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง ด้วยต้นทุนที่สูงอยู่ทำให้ยังไม่สามารถผลิตออกมาเพื่อจำหน่วยได้จริง รวมไปถึงยังพัฒนาไปได้ไม่เต็มที่นัก เพราะยังไม่สามารถผลิตจอภาพโอแอลอีดีที่มีขนาดใหญ่มาก อีกทั้งคุณภาพที่ได้เทียบกับจอแอลซีดีรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนามาเยอะแล้ว ภาพของแอลซีดียังถือว่าทำได้ดีกว่า และยิ่งเทียบกับราคาต่อขนาดกันแล้ว ในเวลานี้จอ LED เริ่มออกมาสู่ท้องตลาดแล้ว ภาพที่ได้ก็ให้ความรู้สึกที่ดูแล้วสบายตา สมจริงมากๆ เราได้เห็นจอภาพแบบโอแอลดอีดีตัวแท้ๆ ออกมาจำหน่ายแต่ก็ยังไม่กล้าคิดถึงราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่มากๆ



จอ LED จอ LCD

ได้ทำความรู้จักกับจอภาพที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ จอภาพแบบโอแอลอีดีกันบ้างไปแล้ว คราวนี้เรามาเรื่องจอแอลอีดีซึ่งเป็นหัวข้อหลักของเราในบทความนี้กันต่อ สำหรับจอแอลอีดีซึ่งเป็นหัวข้อหลักของเราในบทความนี้กันต่อ สำหรับจอแอลอีดีที่จำหน่ายกันอยู่เวลานี้ เรียกว่าอยู่ในกระแสที่คนกำลังให้ความสนใจกันไม่น้อยทีเดียว แท้จริงแล้วมีนก็คือจอภาพแบบแอลซีดีที่เราใช้กันอยู่ เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนการทำงานภายใน งานนี้ต้องนึกไปถึงการทำงานของจอแอลซีดีกันเล็กน้อย โดยโครงการสร้างภาพของแอลซีดีจะใช้การเปลี่ยนแปลงของเหลวที่อยู่ภายใน ซึ่งทำปฏิกิริยาแบบผกผันลันกับอุณหภูมิซึ่งไม่ควนเอาโน้ตบุ๊กไว้ในรถนะครับ แล้วใช้การยิงลำแสงผ่านจากด้านหลังพาแนลที่เรียกกันว่าแบ็กไลต์ (Backlit เป็นคนละแบบกับแสงแบ็กไลต์ที่จสะท้อนแสงในที่มืด) ซึ่งเป็นสีขาวโดยใช้หลอดฟลูออเรศเซนแบบเย็น (CCFL : Clod Cathohe) ทำให้เกิดขึ้นมาเป็นภาพที่ตาเราสองเห็นได้ แท้จริงแล้วก็เหมือนเราดู “เงา” ของผลึกเหลวในขณะทำงาน เพราะจอภาพแอลซีดีไม่สามารถกำเนิดแสงได้ด้วยตนเองจึงต้องใช้การยิงแสงแบ็กไลต์(Backlit) นั้นเอง ซึ่งตรงจุดนี้ล่ะแบ็กไลต์จากเดิมซึ่งใช้เป็นหลอดไฟฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL : Clod Cathohe) มาใช้เป็นหลอดแอลอีดีแทน และยังเป็นการใช้หลอดแอลอีดีถึงสามสีประกอบด้วยแม่สี แดง เขียว น้ำเงิน (RGB)

แอลอีดี อีกระดับของภาพจากจอภาพแอลซีดี

การเปลี่ยนมาใช้ไปแบ็กไลต์เป็นหลอดแอลอีดี มีผลดีตามมาหลายด้านพอตัวครับ โดยเฉพาะเรื่องของภาพที่มันช่วยเพิ่ม Contrast ให้กับภาพที่แสดงผลออกมา จึงแสดงรายละเอียดต่างๆ ของภาพได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในฉากที่แสดงผลออกมา จึงแสดงรายละเอียดต่างๆของภาพให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในฉากที่มีภาพมืดหรือฉากที่มีระดับความสว่างของวัตถุอยู่หลายระดับ แสดงผลสีดำได้ลึกและดูมีมิติมากขึ้น ลบข้อด้อยในการแสดงผลสีดำที่ติดตัวจอภาพแอลซีดีมาช้านานนั้นลงไปใกล้เคียงภาพจากจอพลาสมาที่แสดงผลสีดำได้อย่างยอดเยี่ยมเข้าไปทุกที ช่วยให้แอลซีดีพาแนลสามารถแสดงสีสันได้ดีขึ้น (wider clolor gamut) ทำให้ภาพดูเป็นธรรมาชาติ นอกจากข้อดีในเรื่องของภาพที่ดีขึ้นแล้วยังได้ในเรื่องของดีไซน์ด้วยเพราะจอภาพมีขนาดบางลง ความร้อนในขณะจอทำงานลดลงและประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ด้วยข้อดีหลายอย่างที่เกิดขึ้นก็เลยทำให้จอแอลอีดีดูน่าซื้อมาใช้เป็นที่สุด

จอ LCD คืออะไร ?

เทคโนโลยีมอนิเตอร์ LCD ย่อมาจาก Liquid Crystal Display ซึ่งเป็นจอแสดงผลแบบ (Digital ) โดยภาพที่ปรากฏขึ้นเกิดจากแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากหลอดไฟด้านหลังของจอภาพ (Black Light) ผ่านชั้นกรองแสง (Polarized filter) แล้ววิ่งไปยัง คริสตัลเหลวที่เรียงตัวด้วยกัน 3 เซลล์คือ แสงสีแดง แสงสีเขียวและแสงสีนํ้าเงิน กลายเป็นพิกเ:ซล (Pixel) ที่สว่างสดใสเกิดขึ้น

เทคโนโลยีที่พัฒนามาใช้กับ LCD นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • Passive Matrix หรือที่เรียกว่า Super-Twisted Nematic (STN) เป็นเทคโนโลยีแบบเก่าที่ให้ความคมชัดและความสว่างน้อยกว่า ใช้ในจอโทรศัพท์มือถือทั่วไปหรือจอ Palm ขาวดำเป็นส่วนใหญ่
  • Active Matrix หรือที่เรียกว่า Thin Film Transistors (TFT) สามารถแสดงภาพได้คมชัดและสว่างกว่าแบบแรก ใช้ในจอมอนิเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ก

TN + Film (Twisted Nematic + Film)
Twisted Nematic (TN) คือสารประเภทนี้จะมีการจัดโครงสร้างโมเลกุลเป็นเกลียว แต่ถ้าเราผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปมันก็จะคลายตัวออกเป็นเส้นตรง เราใช้ปรากฏการณ์นี้เป็นตัวกำหนดว่าจะให้แสงผ่านได้หรือไม่ได้ Twisted Nematic (TN) ผลึกเหลวชนิดนี้จะให้เราสามารถเปลี่ยนทิศทางการสั่นของคลื่นแสงได้ 90? ถึง 150? คือเปลี่ยนจากแนวตั้งให้กลายเป็นแนวนอน หรือเปลี่ยนกลับกันจากแนวนอนให้เป็นแนวตั้งก็ได้ ด้วยจุดนี้เองทำให้การค่า Response Time (ค่าตอบสนองสัญญาณเทียบกับเวลา) มีค่าสูง

IPS (In-Plane Switching or Super-TFT)
การจัดโครงสร้างของผลึกจากเดิมที่วางไว้ตามแนวขนานกับแนวตั้ง (เทียบกับระนาบ) เปลี่ยนมาเป็นวางตามแนวขนานกับระนาบ เรียกจอชนิดนี้ว่า IPS (In-Plane Switching or Super-TFT) จากเดิมขั้วไฟฟ้าจะอยู่คนละด้านของผลึกเหลวแต่แบบนี้จะอยู่ด้านเดียวกันแปะหัวท้ายเพราะย้ายแนวของผลึกให้ตั้งขึ้น (เมื่อมองจากมุมมองของคนดูจอ) เป้าหมายเพื่อออกแบบมาแก้ไขการที่มุมของผลึกเหลวจะเปลี่ยนไปเมื่อมันอยู่ห่างจากขั้วไฟฟ้าออกไป ปัญหานี้ทำให้จอมีมุมมองที่แคบมาก จอชนิด IPS จึงทำให้สามารถมีมุมมองที่กว้างขึ้น แต่ข้อเสียของจอชนิดนี้ก็คือ ต้องใช้ทรานซิสเตอร์สองตัวต่อหนึ่งจุดทำให้เปลืองมาก นอกจานั้นการที่มีทรานซิสเตอร์เยอะกว่าเดิมทำให้แสงจากด้านหลังผ่านได้น้อยลง ทำให้ต้องมี Backlite ที่สว่างกว่าเดิม ความสิ้นเปลืองก็มากขึ้นอีกด้วย

MVA (Multi-Domain Vertical Alignment)
บริษัท Fujisu ค้นพบผลึกเหลวชนิดใหม่ที่ให้คุณสมบัติ คือทำงานในแนวระนาบโดยธรรมชาติและต้องการทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียวก็สามารถให้ผลลัพธ์เหมือน IPS เลยเรียกว่าว่าชนิด VA (Vertical Align) จอชนิดนี้จะไม่ใช้ผลึกเหลวที่ทำงานเป็นเกลียวอีกต่อไป แต่จะมีผลึกเป็นแท่ง ซึ่งปกติถาไม่มีไฟป้อนเข้าไปหาก็จะขวางจอเอาไว้ทำให้เป็นสีดำ และเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้าก็จะตั้งฉากกับจอให้แสงผ่านเป็นสีขาว ทำให้จอชนิดนี้มีความเร็วสูงมาก เพราะไม่ได้คลี่เกลียว แต่ปรับทิศทางของผลึกเท่านั้น จอชนิดนี้จะมีมุมมองได้กว้างราว 160 องศา

ปัจจุบันบริษัท Fujisu ได้ออกจอชนิดใหม่คือ MVA (Multi-Domain Vertical Alignment) ออกมาแก้บั๊กตัวเอง คือจากรูจะเห็นว่าด้วยความที่เป็นผลึกแท่ง และองศาของมันใช้กำหนดความสว่างของจุด ดังนั้นเมื่อมองจากมุมมองอื่น ความสว่างของภาพก็จะเปลี่ยนไปเลย เพราะถูกผสมในอีกรูปแบบหนึ่ง จอ Multidomain ก็จะพยายามกระจายมุมมองให้แต่ละ Pixel นั้นมีผลึกหลายมุมเฉลี่ยกันไป ทำให้ผลกระทบจากการกระมองมุมที่ต่างออกไปหักล้างกันเอง

เทคโนโลยีมอนิเตอร์แบบ LCD มีจุดเด่นหลายประการคือ

  • ขนาดเล็กกะทัดรัดและนํ้าหนักเบา
    ด้วยการทำงานที่ไม่ต้องอาศัยปืนยิงอิเล็กตรอน จึงช่วยให้ด้านลึกของจอภาพมีขนาดสั้นกว่ามอนิเตอร์แบบ CDT ถึง 3 เท่าและด้วยรูปร่างที่แบนราบทางด้านหน้าและด้านหลัง ในบางรุ่นจึงมีอุปกรณ์เสริมพิเศษสำหรับติดฝาผนังช่วยให้ประหยัดพื้นที่มากยิ่งขึ้น
  • พื้นที่การแสดงผลเต็มพื้นที่
    จากเทคโนโลยีพื้นฐานในการออกแบบ ทำให้จอมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ CDT ขนาด 17 นิ้วเท่ากัน พื้นที่แสดงผลที่กว้างที่สุดจะอยู่ที่ 15 นิ้วกว่าๆ เท่านั้น
  • ให้ภาพที่คมชัด มีรายละเอียดสูง และมีสัดส่วนที่ถูกต้อง
    เนื่องจากมอนิเตอร์มีความแบนราบจริง
  • ช่วยถนอมสายตาและมีอัตราการแผ่รังสีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตํ่ามาก
  • ประหยัดพลังงานไฟฟ้า
    ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ตํ่ากว่าจอ CDT ถึง 60 เปอร์เซ็นต์
  • ความสามารถในการรองรับอินพุต (Input) ได้หลายๆแบบพร้อมกัน
    เนื่องด้วยมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถรับสัญญาณจากแหล่งสัญญาณดิจิตอลอื่นๆได้ เช่น โทรทัศน์หรือเครื่องเล่นดีวีดีและบางรุ่นสามารถทำภาพซ้อนจากหลายแหล่งข้อมูลได้ จึงทำให้จอมอนิเตอร์แบบ LCD เป็นได้ทั้งเครื่องรับโทรทัศน์และจอมอนิเตอร์ในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องซื้อมอนิเตอร์หลายๆ

เทคโนโลยีจอแสดงผล LED Screen

จอ LED เป็นระบบจอแสดงภาพขนาดใหญ่โดยใช้หลักการทำงานของการผสมสีของ LED หลัก3 สี ได้แก่ สีแดง (Red), สีเขียว(Green) และสีน้ำเงิน (Blue) หรือเรียกสั้นๆว่าRGB ให้เกิดเป็นสีต่างๆโดยความละเอียดในการปรับสีของLED แต่ละสีจะถูกควบคุมด้วยสายสัญญาณที่มีขนาดตั้งแต่16 บิตขึ้นไปดังนั้นยิ่งควบคุมด้วยจำนวนสายสัญญาณมากขึ้นก็จะได้ภาพที่มีความลึกของสี (Processing depth) มากขึ้นจึงได้ภาพที่สมจริงยิ่งขึ้น

ความก้าวหน้าในกระบวนการผลิตจอแสดงผล ทำให้สามารถมองถาพได้สมจริงมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยประหยัดไฟ ถนอมสายตา ดีต่อสุขภาพ



ที่มา: http://www.numsai.com

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไวรัส จาก msn

วิธีแก้ไวรัส msn

ตอนนี้จะมีไวรัสทาง MSN ซึ่งการติดเชื้อจะเกิดจากคนที่ใน list คุณส่งไฟล์มาให้
หลังจากที่เราเปิดไฟล์นั้นจะติดเชื้อทันที

ทาง แก้ก็ปิดระบบ auto รับไฟล์ที่หลายๆคนชอบเปิดกันใน msn plus หรือถ้าใครรับมาแล้วก็ไม่ต้องไปเปิดนะค่ะ ลบไฟล์ไปได้เลย ไฟล์จะถูกส่งมาในชื่อ image.zip ค่ะ


แต่ถ้าใครเผลอไปเปิดไฟล์แล้วติดเจ้าไวรัสตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้วล่ะก็ เราก็มีวิธีแก้ค่ะ ลองทำตามวิธีนี้ดูนะค่ะ


ทางแก้ ไวรัส images.zip ทาง msn


1. กด ctrl + Alt + del เพื่อเรียก task manager


2. ดูที่ process list ว่ามี winlog32.exe หรือไม่ ถ้ามี ให้ end task ไป


3. ไปดูที่ start => run พิมพ์ว่า msconfig แล้ว enter


4. ไปที่ แท๊บ start up ดูหา Winlog32.exe ให้ uncheck มัน แล้ว กด OK ยังไม่ต้อง restart


5. เข้า Start => Search แล้วไป search ที่ drive c: หาไฟล์ winlog32.* ถ้าเจอ winlog32.exe – ให้ลบทิ้งไป


6. restart Windows ก็เป็นอันเสร็จสิ้นค่ะ


และอีกวิธีคือการเปลี่ยนพาสเวิร์ดเอ็มของเราครับ หลายคน(อาจจะ)งง ว่าจะเปลี่ยนทำซากอะไร มายุ่งอะไรกับเอ็มกู อ้าว ผมหวังดีครับ เพราะถ้าท่านติดไวรัสข้างต้น หรือไปเผลอเข้าเว็บดักพาสเวิร์ด ที่มันลองเอาเอ็มท่านไปแพร่ไวรัสใส่เพื่อนท่านต่อ ซึ่งถ้าเพื่อนของท่านติด ก็จะมาเตะ(หรือทำอย่างอื่น)เพื่อแก้แค้ดที่ทำให้เครื่องเค้าติดไวรัสครับ


ไวรัส msn เป็นไวรัสคอมพิวเตอร์อีกรูปแบบหนึ่งที่เจาะจงโจมตีผู้ที่ชอบเล่นmsn messengerโดยเฉพาะ ในปัจจุบันผู้ใช้งานmsnแทบทุกคนรู้จักไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดนี้กันเป็นอย่างดีเพราะมีการแพร่ระบาดหนักมาก การแพร่กระจายพันธุ์ของไวรัสชนิดนี้มักจะมากับ
ข้อความสนทนา(Contects MSN) ของเพื่อนๆที่อยู่ในListเรานั่นเอง โดยในข้อความจะมีลิ้งค์แปลกส่งมาด้วย หากเราเผลอคลิกเข้าไป
ด้วยความมือไวก็อาจจะติดไวรัสชนิดนี้ทันที


ไวรัส msn ได้ถูกพัฒนารูปแบบของการโจมตีแบบใหม่ไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุดล่าสุดไวรัสmsnสามารถออนไลน์MSNได้เองและส่งข้อความแนบลิ้งค์ไป ยังเพื่อนๆในListของเราแบบกระหน่ำส่งอีกด้วย หลังจากส่งเสร็จก็จะ offline ไปแล้วก็กลับมา online ใหม่อีกครั้งแล้วก็ส่งข้อความมาอีกแบบไม่มีที่สิ้นสุดสร้างความรำคาญให้กับเพื่อนๆ จากลักษณะของการโจมตีดังกล่าวบ่งบอกชัดเจนถึงจุดประสงค์ของไวรัส msn คือ ที่ต้องการหลอกลวงข้อมูลจากเพื่อนๆ ของเรานั่นเอง ดังนั้นเราจำเป็นต้องรีบหาวิธีป้องกันโดยด่วน


รูปแบบของไวรัส MSN



มีการส่งลิ้งค์พร้อมข้อความ(กำลังระบาดในปัจจุบัน) โดยรูปแบบนี้ เมื่อเพื่อนๆคลิกที่ลิงค์ ก็จะนำไปสู่เว็บ จะมีช่องให้กรอกข้อมูล รูปแบบนี้เรียก การดักข้อมูล (Phishing) อาจจะขโมยรหัส ถ้าเพื่อนๆเผลอไปล็อกอินเข้าอาจจะโดนขโมยข้อมูล แถมมีไวรัสและยังทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเพื่อนๆเป็นตัวแพร่กระจายไวรัส ไปสู่คนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นอีเมล์ของ hotmail


วิธีแก้ปัญหา


หากพบอาการดังกล่าว อย่าแก้ปัญหาด้วยการ Block Contects ของเพื่อนๆคนนั้น วิธีแก้ปัญหานั้นง่ายๆมาก เพียงแค่บอกเพื่อนๆที่ติดไวรัสแบบนี้ ให้เปลี่ยน Password Email ที่ใช้อยู่ทันที ควรตั้ง Password ให้ยากต่อการคาดเดา (อย่าลืมจดกันลืมไว้ด้วยนะครับ) เพียงเท่านี้พวกที่ไม่ประสงค์ดี ก็ไม่สามารถใช้อีเมล์ของเพื่อนๆเป็นเครื่อง มือในการแอบอ้างปล่อยไวรัสอีกต่อไป…


โปรแกรมฆ่า ไวรัส MSN สายพันธุ์ Win32-IRCBot ที่ระบาด ณ ขณะนี้ ตัวนี้ลบได้ 3 สายพันธุ์ ดังเช่นหากคุณได้รับไฟล์ดังต่อไปนี้


images.zip
pic.zip
photos.zip




http://msgmixlive.spaces.live.com/

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทคโนโลยีสำหรับซอฟต์แวร์แห่งโลกอนาคต

เทคโนโลยีที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเทคโนโลยีที่เกียวข้องกับซอฟต์แวร์ที่มีแนวโน้มทีจะมีบทบาทมากขึ้นในปีหน้า เป็นกระแสของการพัฒนาและรูปแบบการใช้งาน ได้แก่ Multi-touch, Concurrent programming, Mashup, Service-oriented business applications (SOBA), Cloud Computing, Portable Personality, Social Network Analysis, Video Telepresense และ Microblogging เทคโนโลยีบางตัวอาจสร้างรูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือการใช้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไป บางตัวอาจทำให้การพัฒนาโปรแกรมและสภาพแวดล้อม มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยน หรือมีการเชื่อมประสานระหว่างกันได้ง่ายขึ้นทำให้เกิดแอปพลิเคชันที่มีความหลากหลายมากขึ้น

Multi-touch
Multi-touch เป็นเทคโนโลยีที่สามารถรับ Input ได้หลายจุดพร้อมๆ กัน ต่างจากเทคโนโลยีแบบ Single-touch เช่น การใช้ Mouse ซึ่งสามารถรับรู้จุดการเลือกในเวลาหนึ่งได้เพียงจุดเดียว ดังนั้น Multi-touch จึงเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างออกไปโดยส่วนใหญ่จะเป็นการรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากรูปแบบการเคลื่อนไหวของนิ้วมือของผู้ใช้เพื่อเป็นการเลือกใช้เลื่อน หรือขยายวัตถุที่แสดงผลอยู่
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่นำเทคโนโลยี Multi-touch มาใช้แล้ว เช่น เครื่อง iPhone ของบริษัทแอปเปิ้ล ที่สามารถย่อย-ขยายรูปภาพ โดยใช้นิ้วสองนิ้ว เป็นต้น
อย่างไรก็ตามเทคโนโลยี Multi-touch จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับรูปแบบการรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย โดยเหตุการณ์ที่จะรับมาอาจแยกได้เป็นสองส่วนหลักๆ ได้แก่ จุดที่เกิดเหตุการณ์ เช่น จุดใดๆ ที่นิ้วเราวางอยู่ และทิศทางการเคลื่อนไหวของจุดที่เกิดเหตุการณ์ เช่น ไปทางทิศเดียวกันจากซ้ายไปขวา ไปคนละทิศห่างออกจากกัน หรือเข้าหากัน การเปลี่ยนองศา หรือการหมุน เป็นต้น
โดยรูปแบบเหตุการณ์ที่โปรแกรมสนใจจะเป็นการผสมกันระหว่างสองส่วนนี้ และจุดที่ทำให้เกิดเหตุการณ์อาจจะมีตั้งแต่ 1 จุด (ใช้นิ้วเดียวในการเลือก) จนถึงหลายจุด (ใช้หลายนิ้วในการทำงานหรืออาจจะมีหลายคนมาร่วมทำงานด้วยก็ได้)
โปรแกรมที่เป็นแบบ Multi-touch จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่รองรับด้วย เช่น Multi-touch Screen, Multi-touch PAD หรือนำอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ เช่น Web Cam, Wii Remote และในเร็ว ๆ นี้ระบบปฏิบัติการค่ายต่างๆ ก็จะมีการรวมเอา Multi-touch เป็นส่วนหนึ่งของการรับเหตุการณ์โดยไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมอะไรเป็นพิเศษเหมือนในปัจจุบัน
หลังจากเราได้เห็นเทคโนโลยี Muti-touch แล้ว อยากจะให้มันเกิดขึ้นเร็วในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานะครับ เวลาทำงานจะได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นเหมาะสำหรับผู้สูงอายุอีกด้วยเพราะไม่ต้องบังคับเจ้าหนูตัวเล็กในมือให้ยุ่งยาก และในตอนหน้าผมจะพาไปรู้จักกับซอฟต์แวร์อื่นๆ อีกที่จะเปลี่ยนชีวิตการเล่นอินเทอร์เน็ตของเราในอนาคตให้ง่ายยิ่งขึ้น